Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
กฏหมายแพ่งพาณิชย์
  มาตรา 420
  มาตรา 438
  มาตรา 449
  มาตรา 861
  มาตรา 869
  มาตรา 883
  มาตรา 887
กฏหมายจราจร
  พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ.2522
  พ.ร.บ.จรจาทางบก พ.ศ.2522
  พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535
  พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522
  พ.ร.บ.ห้ามใช้โทรศัทพ์ขณะขับรถ
  พ.ร.บ.เมาแล้วขับ
กฏหมายอาญา
  มาตรา 291
  มาตรา 300
  มาตรา 390
รวมลิงค์เพื่อบ้าน
  ทนายป๊อดทนายแรงงาน
  ทนายความคดีอาญา
  ทนายดีดีดอทคอม
  ทนายคดีที่ดิน
ตรวจวัดตาบอดสี
  แบบทดสอบตาบอดสี
แบบทดสอบการใช้รถยนต์อย่างปลอดภัย
  แบบทดสอบชุดที่ 1
  แบบทดสอบชุดที่ 2
ตารางคำนวณค่าสินไหมทดแทน
  กดเพื่อคำนวนค่าสินไหมทดแทนตามพ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ

ขับรถชนอย่งไรให้ได้เปรียบ

 คดีที่ปวดหัวเรื่องหนึ่งคือคดีรถชนหรือโดนกัน  ปวดหัวทั้งคนขับคู่กรณีและพนักงานสอบสวน  ใครมีเส้นมีสาย  เส้นเล็กเส้นใหญ่ขนมาใช้กัน  พวกที่ไม่มีเส้นไม่ค่อยรู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องขวนขวาย  เป็นเรื่องที่ผมถูกปลุกตอนดึกๆอยู่เสมอ  จะบอกเคล็ด(ไม่ลับ)ให้ตามหัวข้อเรื่อง “ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ”  ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน  ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้าควรทราบ  ไม่ได้สอนให้หัวหมอหรือเอาเปรียบคู่กรณี  แต่คุณควรจะรู้กฏเกณฑ์กติกาที่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ,ศาล,ทนายความหรือพนักงานเคลมของบริษัทประกันภัยเขาใช้กัน   กฏหมายฉบับเดียวคือพระราชบัญญัติการจราจรทางบกซึ่งมีอยู่แค่ร้อยกว่ามาตรา   ผู้ทำหน้าที่สอบสวนและพิพากษาคดีใช้กฏหมายเล่มนี้เป็นคัมภีร์   แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ทราบว่าได้ศึกษากฏหมายฉบับนี้บ้างหรือไม่   บางคนไม่เคยอ่านเลยแต่สอบใบอนุญาตขับขี่ผ่าน   คนรุ่นเก่าใช้เส้นสายทำใบอนุญาตขับขี่โดยไม่ได้

 
สอบ   บางคนอ่านเพียงแค่ผ่านตาไปเที่ยวเดียว   ฉะนั้นเคล็ดลับของการ “ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ”คือ  ให้ท่านไปหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่านทำความเข้าใจอย่างน้อย ๒ เที่ยวต่อเดือน   อ่านทุกเดือนนะครับไม่เช่นนั้นลืม   ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนเขาต้องเปิดดูบ่อยเพราะมีคดีรถชนหรือโดนกันทุกวัน
 ทบทวนความรู้เดิมกันสักหน่อยนะครับ  เริ่มตั้งแต่คำจำกัดความ   ท่านคงเข้าใจแล้วนะว่า  ทางร่วมทางแยก  ที่คับขัน  เขตปลอดภัย  ช่องเดินรถ  เส้นห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถ  เส้นแนวหยุด  เส้นให้ทาง  เส้นทางข้าม  เส้นทะแยงห้ามหยุดรถ  เส้นชลอความเร็ว ฯลฯมีความหมายเช่นไร  และท่านจะต้องปฏิบัติเช่นไรจึงจะถูกต้อง  ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติผิดเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่นก็คือผิด  เมื่อท่านไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรแล้วถือว่าท่านประมาทปราศจากความระมัดระวัง  นั่นก็คือถูกตัดสินให้เป็นฝ่ายผิด   ส่วนมากตำรวจหรือพนักงานสอบสวนจะชี้เบื้องต้นให้คู่กรณีทราบก่อนว่า  “คุณเสียเปรียบคู่กรณี”(ที่จะชี้ว่าได้เปรียบคู่กรณีไม่เคยมี ) และมักจะไม่ชี้ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า  คุณเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด  ภาษานักเลงเรียกว่า “แทงกั๊ก” มันมีเหตุผลหลายอย่างครับ
นอกจากนี้แล้วยังมีลักษณะสำคัญของกฏหมายฉบับนี้ที่ท่านต้องแม่น   คือเรื่องการใช้ทางเดินรถ  ตั้งแต่การขับรถ   การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า   การออกรถ  การเลี้ยวรถ  การกลับรถ  การหยุด  การจอด  การใช้ความเร็ว  การปฏิบัติตามสัญญาณและเครื่องหมายจราจร   กฏหมายเขียนไว้ละเอียดยิบ   ผมยังงงว่าคดีรถชนเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้ทำอย่างนั้นให้ทำอย่างนี้   ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฏแล้วไม่มีทางที่รถจะโดนกันได้เลย   ยกตัวอย่างเช่นการขับขี่รถจะต้องขับขี่ในช่องทางเดินรถ   ถนนบางเส้นทางตีช่องทางไว้ให้ขนาดกว้างช่องละประมาณ ๒ เมตรครึ่ง   ขนาดของรถยนต์ปกติกว้างที่สุดประมาณ ๑ เมตร ๘๐ เซ็นต์   กฏหมายห้ามขับขี่รถคร่อมเส้นแบ่งช่องทาง   เส้นทางใดที่ไม่มีเส้นแบ่งช่องทางเดินรถก็ให้ถือแนวกึ่งกลางถนนเป็นแนวเส้นแบ่ง    การขับรถตามกันให้เว้นระยะห่างพอสมควรพอที่ผู้ขับขี่รถคันหลังจะหยุดรถได้ทันเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับรถที่ขับขี่อยู่ข้างหน้า (มีบัญญัตไว้ใน ม.๔๐)   เรื่องการเว้นระยะห่างนี้ศาลฎีกาเคยพิพากษาเป็นบันทัดฐานว่าอย่างน้อย ๑๕ เมตร  และถ้าหากรถมีความเร็วต้องเว้นระยะห่างมากยิ่งขึ้น   ความเร็วของรถยนต์ในเมืองสูงสุดได้ไม่เกิน  ๙๐ กม./ชม. และเมื่อขับขี่เข้าเขตเทศบาล  หรือผ่านทางแยกต้องลดความเร็วลงครึ่งหนึ่ง    ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฏแล้วไม่มีทางที่รถจะโดนกันได้เลยเว้นแต่คุณจงใจจะขับชนสถิติคนตายเพราะอุบัติเหตุจราจรของประเทศไทยทั้งประเทศ  ในยามปกติจะเสียชีวิตชั่วโมงละ ๑ คนครึ่ง   ถ้าในช่วงเทศกาลเสียชีวิตชั่วโมงละ ๓ คน (เป็นตัวเลขถัวเฉลี่ย) จะเห็นว่าคนตายเพราะอุบัติเหตุรถชนหรือโดนกันมากว่าในการสู้รบหรือทำสงครามและมากกว่าโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง
 เมื่อถึงเทศกาลครั้งหนึ่งๆ  เช่นวันสงกรานต์  วันขึ้นปีใหม่  มีผู้คนใช้รถใช้ถนนกันมาก    อุบัติเหตุเกิดขึ้นสูงตามไปด้วย   รัฐบาลรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยโดยวัดกันที่จำนวนคนตาย   สมัยที่ผมยังมีหน้าที่อยู่ (ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง)  เคยเข้า ร่วมประชุม   ผมพยายามคัดค้านตลอดว่า  จะวัดกันที่จำนวนคนเจ็บคนตายไม่ได้  มันต้องวัดกันที่จำนวนครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ   เรื่องการเจ็บการตายเป็นเรื่องประสิทธิภาพของการแพทย์และหน่วยกู้ภัย   ยกตัวอย่างคนขับรถโดยสารขับรถหลับในพาผู้โดยสารจำนวน ๔๐ คนลงเหวข้างทาง  ผู้โดยสารและผู้ขับขี่ตายหมด   อย่างนี้จะถือว่าผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องควบคุมจัดการจราจรบกพร่องทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการจราจรตั้ง ๔๑ คนไม่ได้  เพราะอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับขี่ประมาทเพียงคนเดียวรายเดียว  ผมก็ไม่รู่ว่ารัฐบาลเขาคิดกันยังไง
 สาเหตุใหญ่ๆที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนหรือโดนกัน
 
ขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด
เลี้ยวรถตัดหน้ารถอื่นในระยะกระชั้นชิด
เปลี่ยนช่องทางเดินรถ  หยุดรถ  เลี้ยวรถโดยไม่ให้สัญญาณก่อนล่วงหน้า
ขับขี่รถในขณะที่ร่างกายหย่อนความสามารถในการขับขี่  เช่นหลับในรวมทั้งขับรถในขณะมึนเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นด้วยและท่านได้โปรดทราบไว้ด้วย
- กรณีเลี้ยวรถทางขวาหรือกลับรถ   ห้ามกระทำเมื่อมีรถสวนทางมาในระยะห่างน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร(มาตรา ๕๒)
- ผู้ขับขี่รถต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเลี้ยวรถ  เปลี่ยนช่องเดินรถ  จอดรถหรือหยุดรถ  ในระยะทางไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร (มาตรา ๓๖)
- การขับขี่รถขึ้นหน้ารถอื่นหรือแซงรถ  ต้องแซงทางด้านขวา  เว้นในกรณีที่รถที่ถูกแซงกำลังจะเลี้ยวขวา  หรือเป็นถนนที่แบ่งช่องทางเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่สองช่องขึ้นไป (มาตรา ๔๕)
- การขับขี่แซงขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถซึ่งมิได้แบ่งช่องเดินรถไว้   ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายๆครั้ง  หรือให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวา  เมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางและทำได้อย่างปลอดภัยจึงจะแซงขึ้นหน้าได้ (มาตรา ๔๔)  ผู้ขับขี่รถแซงขึ้นหน้ารถอื่นเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง
- ผู้ขับขี่รถคันที่จะถูกแชง  เมื่อจะให้รถอื่นแซงขึ้นหน้า  ต้องให้ไฟสัญญาณกระพริบเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถด้านซ้ายหรือไฟเลี้ยวซ้าย (กรณีแซงด้านซ้ายเป็นเรื่องห้ามแซงตามที่ได้กล่าวไปแล้ว)  ข้อนี้เป็นเรื่องของมรรยาทการขับขี่รถ (มาตรา ๓๘อนุ ๓)
- กรณีห้ามแซงเด็ดขาด  เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน  ขึ้นสะพาน  อยู่ในทางโค้ง(เว้นแต่จะมีเครื่องหมายให้แซงได้)    ภายในระยะ ๓๐ เมตรก่อนถึงทางข้าม  ทางร่วม  ทางแยก  วงเวียน  ทางเดินรถที่ตัดกับทางรถไฟ  เมื่อมีหมอก  ฝน  ฝุ่นหรือควันทำให้ไม่อาจมองเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ ๖๐ เมตร  เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย (มาตรา ๔๕)
- ในทางเดินรถ  ให้ถือเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ชนหรือโดนคนเดินเท้า (มาตรา ๓๒ กฏหมายบังคับให้คนขับรถต้องระมัดระวังคนเดินเท้า)
- แต่ในกรณีที่ผู้ขับขี่รถ  ชนหือโดนคนเดินเท้าที่ข้ามถนนทางนอกทางข้าม (เมื่ออยู่ในเขตที่บังคับให้ต้องข้ามในทางข้าม)  หรือลอด  หรือผ่านสิ่งปิดกั้นห้ามข้ามทาง   ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ขับขี่ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว  มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันได้ (มาตรา ๑๔๕)
 
โปรดสำรวจตนเองว่าท่านแม่นกฏหมายจราจรเพียงใด  แล้วท่านปฏิบัติตามด้วยหรือไม่  ถ้าท่านยังไม่ทราบต้องรีบหาซื้อกฏหมายจราจรมาอ่าน  มิฉะนั้นเมื่อตำรวจหรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนท่านจะพูดอะไรที่มันเข้าตัว    เท่ากับสารภาพผิดไปโดยปริยาย   อย่าลืมนะครับ   อ่านกฏหมายจราจรเดือนละ ๒ เที่ยวทุกเดือน   ขับรถชนเมื่อใดรับรองท่านได้เปรียบ.
 
พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท
บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน